ธาตุและสารประกอบ

ธาตุและสารประกอบ

มนุษย์พยายามศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับลักษณะโครงสร้างของสารมาเป็นเวลานานจนในที่สุด  จอห์น  ดอลตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ  ได้เสนอแนวคิดว่า ถ้าแบ่งสารชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุด โดยแต่ละชิ้นยังคงสมบัติเติมของสารนั้นไว้เรียกหน่วยย่อยที่สุดว่า อะตอม

                 ถ้านำสสารชิ้นใดมาศึกษาสมบัติของแต่ละอะตอมแล้วปรากฏว่าเป็นอะตอมชนิดเดียวกันเรียกสสารชิ้นนั้นว่า ธาตุ

1.       ธาตุ  คือ  สารประกอบด้วยอะตอมชนิดเดียวกันไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นอนุภาคที่ย่อยกว่านี้ด้วยวิธีการทางเคมี เช่น เหล็ก ทองแดง  เป็นต้น

2.       สัญลักษณ์ของธาตุ เนื่องจากธาตุมีอยู่หลายชนิด จอห์น ดอลตัน จึงเสนอให้มีการใช้รูปภาพเป็นสัญลักษณ์แทนชื่อธาตุ

ในปี พ.ศ.  2361  นักเคมีชาวสวีเดนชื่อ จาคอบ เบอร์ซีเลียส (Jacob  Berzlius)  เห็นว่าได้มีการค้นพบธาตุใหม่ ๆ เป็นจำนวนมาก  การใช้รูปภาพไม่สะดวก จึงเสนอให้ใช้ตัวอักษรแทนชื่อธาตุ  เพื่อให้สะดวกและมีความเป็นสากลมากขึ้น  ควรใช้อักษรตัวต้นในภาษาอังกฤษหรือละตินเป็นสัญลักษณ์แทนอะตอมของธาตุ เพื่อไม่ให้สัญลักษณ์ซ้ำกันให้ใช้อักษรตัวรองหรือตัวถัดไปควบกับอักษรตัวต้นโดยเขียนตัวพิมพ์ใหญ่สำหรับอักษรตัวต้น และใช้อักษรตัวเล็กสำหรับตัวรอง

ตารางแสดงชื่อธาตุและสัญลักษณ์ของธาตุบางชนิด

ชื่อธาตุ ชื่อในภาษาอังกฤษ ชื่อในภาษาละติน สัญลักษณ์
เหล็กตะกั่ว

ทองแดง

เงิน

ดีบุก

ปรอท

อลูมิเนียม

ทองคำ

สังกะสี

พลวง

สารหนู

แมงกานีส

โซเดียม

โพแทสเซียม

แคลเซียม

คาร์บอน

ไนโตรเจน

ออกซิเจน

ออกซิเจน

คลอรีน

กำมะถัน

ฟอสฟอรัส

ไอโอดีน

LronLead

Copper

Silver

Tin

Mercury

Aluminium

Gold

Zinc

Antimony

Aresnic

Manganesw

Sodium

Potassium

Calcium

Carbon

Nitrogen

Oxygen

Hydrogen

Chlorine

Sulphur

Phosphorus

Iodine

FerrumPlumbum

Cuprum

Argentum

Stannum

Hydragyrum

Aurum

Natrium

Kalium

FePb

Cu

Ag

Sn

Hg

Al

Au

Zn

Sb

As

Mn

Na

K

Ca

C

N

O

H

Cl

S

P

I

 

ธาตุและสารประกอบจัดเป็นสารเนื้อเดียว  ซึ่งหมายถึงสารที่ประกอบด้วยธาตุเพียงชนิดเดียว สองชนิด  หรือมากกว่าสองชนิดขึ้นไปผสมกันอย่างกลมกลืน จนมองเห็นเป็นเนื้อเดียวกันตลอด

                ธาตุ  คือ  สารชนิดเดียวที่ไม่สามารถแยกหรือสลายออกไปเป็นสารอื่นได้  แบ่งออกเป็น  2  กลุ่ม ตามแหล่งที่มา ได้แก่  ธาตุที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติมีอยู่  92  ธาตุ  และธาตุที่นักวิทยาศาสตร์สังเคราะห์ขึ้นในห้องทดลองอีกหลายธาตุ  แต่เมื่อแบ่งธาตุตามสถานะสามารถแบ่งออกเป็น  3  ชนิด  คือ

1.        โลหะ

      โลหะมีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิปกติ ยกเว้นปรอทชนิดเดียวที่มีสถานะเป็นของเหลว

2.        อโลหะ

      อโลหะเป็นธาตุที่เป็นได้ทั้ง  3  สถานะ  คือ  ของแข็ง  ของเหลว  และแก๊ส ดังแสดงในตารางธาตุ ธาตุอโลหะจะมีสมบัติตรงข้ามกับโลหะคือ  เปราะ มีจุดเดือดต่ำและไม่นำไฟฟ้า  มีทั้งหมด  21  ธาตุ ในจำนวน  21  ธาตุนี้มีเพียง  9  ธาตุที่มีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิปกติ  ส่วนที่เหลืออีก  12  ธาตุมีสถานะเป็นแก๊ส

3.        กึ่งโลหะ

      กึ่งโลหะ   หมายถึง  ธาตุที่มีสมบัติกึ่งโลหะและอโลหะ  เช่น  ธาตุซิลิคอน มีลักษณะคล้ายของแข็งมีสีเงินวาว  แต่เปราะง่ายคล้ายธาตุอโลหะ  มีจุดเดือดสูงถึง 3,265  องศาเซลเซียส และนำไฟฟ้าได้เล็กน้อย

                ในภาวะปกติ  ธาตุบางชนิดดำรงอยู่สถานะของแข็ง  บางชนิดเป็นของเหลว และบางชนิดเป็นแก๊ส  เราแบ่งธาตุทั้งหมดออกได้เป็นสามพวกใหญ่ ๆ  คือ โลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ  ตัวอย่าง โลหะ และอโลหะที่เราพอรู้จักกันคือ

โลหะ อโลหะ
ทองคำ            (ของแข็ง)เงิน                  (ของแข็ง)

เหล็ก                (ของแข็ง)

ปรอท               (ของแข็ง)

ตะกั่ว               (ของแข็ง)

ดีบุก                 (ของแข็ง)

สังกะสี             (ของแข็ง)

อลูมิเนียม         (ของแข็ง)

โซเดียม            (ของแข็ง)

แมกนีเซียม       (ของแข็ง)

ไฮโดรเจน                 (แก๊ส)ไนโตรเจน                 (แก๊ส)

ออกซิเจน                 (แก๊ส)

คลอรีน                    (แก๊ส)

โบรมีน                     (ของเหลว)

ไอโอดีน                   (ของแข็ง)

กำมะถัน                  (ของแข็ง)

อาร์กอน                   (แก๊ส)

คาร์บอน                   (ของแข็ง)

ฮีเลียม                      (แก๊ส)

 

            การที่เราจำแนกธาตุทั้งหลายออกเป็นโลหะกับอโลหะ  ก็เนื่องจากธาตุต่าง ๆ แม้จะมีสมบัติเฉพาะตัวแตกต่างกัน แต่ก็มีสมบัติบางประการเหมือนกันหรือคล้ายกัน  พอจะแยกออกได้เป็น  2  พวก คือ  โลหะกับ อโลหะ

สมบัติ โลหะ อโลหะ
1.  สถานะ เป็นของแข็งในสภาวะปกติ ยกเว้นปรอทซึ่งเป็นของเหลว ไม่มีโลหะที่เป็นแก๊สในภาวะปกติ มีอยู่ได้ทั้ง 3  สถานะ  ธาตุที่เป็นแก๊สในภาวะปกติเป็น อโลหะทั้งสิ้น  อโลหะที่เป็นของเหลวคือ โบรมีน ที่เป็นของแข็งได้แก่ คาร์บอน  กำมะถัน ฟอสฟอรัส ฯลฯ
2.  ความมันวาว มีวาวโลหะ ขัดขึ้นเงาได้ ส่วนมากไม่มีวาวโลหะ ยกเว้น แกรไฟต์ (ผลึกคาร์บอน) เกล็ด ไอโอดีน (ผลึกไอโอดีน)
สมบัติ โลหะ อโลหะ
3.  การนำไฟฟ้าและ               นำความร้อน นำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ดี เช่น สาย ๆ ไฟฟ้ามักทำด้วยทองแดง นำไฟฟ้าและนำความร้อนไม่ได้ยกเว้นแกรไฟต์ นำไฟฟ้าได้ดี
4.  ความเหนียว ส่วนมากเหนียว ดึงยืดเป็นเส้นลวดหรือตีเป็นแผ่น    บาง ๆ ได้ อโลหะที่เป็นของแข็ง มีเปราะดึกยืดออกเป็นเส้นลวดหรือตีเป็นแผ่นบาง ๆ ไม่ได้
5.  ความหนาแน่นหรือ ถ.พ. ส่วนมากมีความหนาแน่น หรือ ถ.พ.สูง มีความหนาแน่น หรือ ถ.พ.ต่ำ
6.  จุดเดือดและจุดหลอมเหลว ส่วนมากสูงเช่น เหล็ก มีจุดหลอดเหลว 1,536  0C  ยกเว้นปรอท ซึ่งมีจุดหลอดเหลวต่ำเพียง –39 0C ส่วนมากต่ำโดยเฉพาะพวก อโลหะที่เป็นแก๊ส เช่น ออกซิเจน มีจุดเดือด – 183  0C จุดเยือกแข็ง (จุดหลอดเหลว)-219 0C กำมะถันมีจุดหลอดเหลว  1130C จุดเดือด  444  0C เป็นต้น
7.  การเกิดเสียงเมื่อเคาะ มีเสียงดังกังวาน ไม่มีเสียงดังกังวาน

 

ธาตุกัมมันตรังสี

ธาตุที่สามารถปล่อยรังสีที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  เรียกว่า  ธาตุกัมมันตรังสี    ส่วนปรากฏการณ์ที่ธาตุแผ่รังสีได้เองอย่างต่อเนื่อง  เรียกว่า  กัมมันตภาพรังสี

รังสีที่แผ่ออกมาจากสารกัมมันตรังสี  อาจเป็นรังสีแอลฟา  บีตา  หรือแกมมา  ซึ่งมีสมบัติต่าง  ๆ  กันดังนี้

รังสีแอลฟา    ให้สัญลักษณ์เป็น         ความสามารถทะลุทะลวงได้ต่ำ   เพียงแผ่นกระดาษหนา  แผ่นโลหะที่มีความหนาเท่ากับแผ่นอะลูมิเนียมบาง ๆ 

รังสีบีตา   มีสัญลักษณ์เป็น           มีความสามารถทะลุทะลวงได้มากกว่ารังสีแอลฟา  100  เท่า   สามารถทะลุอะลูมิเนียมที่มีความหนา  1  เซนติเมตร  หรืออากาศที่มีความหนาประมาณ  1  สามารถป้องกันการทะลุทะลวงของรังสีบีตาได้

                รังสีแกมมา             มีสัญลักษณ์เป็น          มีสมบัติเหมือนกันกับรังสรเอกซ์  (รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีพลังงานสูง)  เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับแสง  มีกำลังทะลุทะลวงได้มากกว่า                รังสีบีตา  100  เท่า

                                ประโยชน์บางประการของสารกัมมันตรังสี

1.       คาร์บอน- 14                ประโยชน์             ช่วยหาอายุของโบราณวัตถุ 

2.       โคบอลท์-60                ประโยชน์             รักษาโรคมะเร็ง

3.       ทองคำ-198                  ประโยชน์             วินิจฉัยตับ

4.       ไอโอดีน-125              ประโยชน์             หาปริมาณเลือด

5.       ไอโอดีน-131              ประโยชน์             วินิจฉัยอวัยวะ

6.       ฟอสฟอรัส–32            ประโยชน์             รักษาโรคมะเร็ง

7.       โพแทสเซียม–40        ประโยชน์             หาอายุหิน

8.       ยูเรเนียม–235              ประโยชน์             ให้พลังงาน

การใช้กัมมันตภาพรังสีทางเกษตรกรรม

การใช้กัมมันตภาพรังสีทางเกษตรกรรม  เช่น  การใช้ถนอมอาหาร  วิเคราะห์ดิน  เพื่อ

จำแนกพื้นที่เพาะปลุกให้เหมาะสมกับชนิดของพืช  ศึกษาเกี่ยวกับการผลิตไข่  และน้ำนมสัตว์  ช่วยกำจัดแมลงและการกลายพันธุ์ของพืช

1.        การใช้รังสีรังสีที่นำมาใช้ถนอมอาหาร  คือ  รังสีแกมมา  ซึ่งเป็นรังสีที่มีกำลังทะลุทะลวงสูงเป็น

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้จากธาตุกัมมันตรังสี  เช่น  โคบอลต์- 60  เนื่องจากรังสีมีกำลังทะลุทะลวงสูง  หามใช้ปริมาณรังสีขนาดพอเหมาะจะสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์  รวมทั้งเอนไซม์ในอาหารด้วย  และไม่มีผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยไม่มีพิษตกค้าง

                                ผลผลิตทางการเกษตรที่นำไปอาบรังสี  ได้แก่  หัวหอมเล็ก  หัวหอมใหญ่  แอปเปิล  มันฝรั่ง  ผลไม้หลายชนิด  ขนาดของรังสีที่ใช้อาบ     มีหน่วย  เรียกว่า  แรด์  (rad)  หรือ  เกร์ย  โดยกำหนดว่า

1         แรด์  เท่ากับพลังงาน   100   เฮิร์ต  ที่ถ่ายโอนให้กับวัตถุ    1  กรัม

100   แรด์  เท่ากับ   1    เกรย์

1000   เกรย์  เท่ากับ  1  กิโลเกรย์

ผลจากการนำผลิตผลเกษตรไปฉายรังสีหรืออาบรังสี  แสดงในตารางต่อไปนี้

                   ผลของการฉายรังสีที่ขนาดของรังสีขนาดรังสีต่าง ๆ 

ขนาดของรังสีหรือโดส

(กิโลเกรย์)

ประโยชน์หรือโทษ
0.05    –  0.150.15    –  0.75

0.25    –  0.50

2.0       –  3.00

มากว่า  3.00

ยับยั้งการงอกของมันฝรั่ง  มันเทศ  เผือก  หอมหัวใหญ่  กระเทียม  ขิง  และแครอทใช้เป็นวิธีกำจัดแมลงที่ติดไปกับผักและผลไม้

ชะลอการสุกหรือการเสื่อมสภาพของผลไม้บางชนิด

ควบคุมการเจริญเติบโตของโรคหลังการเก็บเกี่ยว

และชะลอการสุกของผลไม้บางชนิด

เกิดอาการผิดปกติที่เนื้อผลไม้  (เช่น  เนื้อผลไม้อ่อนนุ่ม  และมีกลิ่นแปลกปลอม)

 

             เทคโนโลยีการใช้รังสีในการถนอมรักษาอาหารและผลผลิตทางการเกษตร  มีประโยชน์นานับประการ  เช่น  ยับยั้งการงอก  ควบคุมแมลงศัตรูพืช  เช่น  แมลงวันทอง  ชะลอการสุกของผลไม้  การกำจัดโรค  การยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์  แต่วิธีการใช้รังสีค่อนข้างซับซ้อน  และการลงทุนในขั้นแรกค่อนข้างสูง

การใช้กัมมันตรังสีทางอุตสาหกรรม

ใช้รังสีแกมมาและรังสีเอกซ์  ตรวจสอบรอยเชื่อมของโลหะ  การเชื่อมตัวเรือดำน้ำ  การจัดความหนาของกระดาษ  การวัดปริมาณซัลเฟอร์ในปิโตรเลียม  เป็นต้น

การป้องกันอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี

อันตรายจากกัมมันตภาพรังสี  ขึ้นกับปริมาณพลังงานของกัมมันตรังสีต่อมวลที่ถูกรังสี 

และสำคัญของส่วนที่ถูกกัมมันตภาพรังสีต่อการดำรงชีวิต  ผู้ที่จะนำกัมมันตภาพรังสีไปใช้ประโยชน์  ไม่ว่าในการแพทย์  ทางการเกษตร  ทางอุตสาหกรรม  ตลอดจนค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ  จะต้องมีความรู้ทางด้านกัมมันตรังสี  เป็นอย่างดี  รู้จักวิธีใช้ที่ปลอดภัย  และวิธีป้องกันอันตรายจากกัมมันตภาพรังสีเหล่านั้นด้วย

 

                ประโยชน์บางประการของธาตุและสารประกอบของธาตุ

                ธาตุและสารประกอบของธาตุบางธาตุ  มีประโยชน์ดังนี้

ธาตุและสรประกอบ

ประโยชน์

ลิเทียม  (Li) –      เกลือของลิเทียมนำไปใช้รักษาโรคบางชนิด
โซเดียม (Na) –          นำไปใช้เป็นเซลล์เชื้อเพลิง-          โซเดียมเหลวเป็นตัวนำความร้อนที่ดี ใช้เป็นตัวทำความเย็น              ในปฏิกรณ์ปรมาณู
สารประกอบโซเดียม –          โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ใช้ปรุงอาหาร ถนอมอาหาร-          โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ใช้ทำสบู่

–          โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3) ใช้ทำโซดาซักผ้า   เติมลงไป        ในสารซักฟอก  และใช้โรงงานอุตสาหกรรมแก้วและกระดาษ

สารประกอบโพแทสเซียม –          เกลือของโพแทสเซียมร้อยละ 90 ใช้ทำปุ๋ย-          โพแทสเซียมไอโอไดด์ (KI)  ใช้เป็นเกลือไอโอไดด์  ป้องกัน           โรคคอพอก

–          โพแทสเซียมคาร์บอเนต (K2CO3)  ใช้ทำแก้ว

–          โพแทสเซียมไนเตรต (KNO3)  ใช้ทำดอกไม้เพลิง  ดินปืน

–          โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) ใช้ทำสบู่

แมกนีเซียม  (Mg) –          ใช้เป็นโลหะเจือกับอะลูมิเนียม มีสมบัติความหนาแน่นต่ำ              ใช้ทำส่วนประกอบของเครื่องบิน-          ใช้ทำหลอดไฟถ่ายรูป

–          ใช้ทำแสงวอบแวบ

สารประกอบแมกนีเซียม –          แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์  [Mg(OH2) ]หรือ นมของแมกนีเซียม ใช้ลดกรดในกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาระบาย และ  ใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน

–          ออกไซด์ของแมกนีเซียม  (MgO)  ใช้ทำเตาอิฐและทำปุ๋ย

สารประกอบเรเดียม –          เป็นสารกัมมันตรังสี  ใช้ในการวินิจฉัยโรคและใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์
ฟลูออรีน  (F) –          ฟลูออโรคาร์บอน ใช้เป็นสารทำความเย็นในเครื่องทำความเย็น  (ตู้เย็น, เครื่องปรับอากาศ)-          โซเดียมฟลูออไรด์  ใช้ผสมในน้ำดื่ม  ป้องกันฟันผุ
ธาตุและสารประกอบ ประโยชน์
คลอรีน  (Cl) –          ธาตุ  ใช้ผสมในน้ำดื่ม  เพื่อฆ่าจุลินทรีย์ ,ใช้ฟอกสีเยื่อไม้และผ้าฝ้าย
ไอโอดีน  (I) –          ธาตุ ใช้ทำสารละลายไอโอดีนในแอลกอฮอล์  เช่น

ทิงเจอร์ไอโอดีน ซึ่งใช้ป้องกันแผลเน่า

–          โพแทสเซียมไอโอไดด์   ใช้เติมลงไปในเกลือแกงเพื่อป้องกันโรคคอพอก

 

Advertisements
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ธรณีภาค

ธรณีภาค หมายถึงอะไร

ธรณีภาค  หมายถึงชั้นเนื้อโลกส่วนบนกับชั้นเปลือกโลกรวมกัน ซึ่งบริเวณธรณีภาคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สาเหตุการเปลี่ยนแปลงมีทั้งจากธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์  นักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยาเชื่อว่าโลกของเรามีกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่งจริง โดยมีหลักฐานสนับสนุนจากการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขา  ภูเขาไฟ และการกร่อนของเปลือกโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของธรณีภาคย่อมมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ตลอดจนสิ่งแวดล้อม  มนุษย์ได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อหาสาเหตุและวิธีการปรับปรุง แก้ไข และการป้องกันผลกระทบ ทำให้เกิดทฤษฎีต่าง ๆ หลายทฤษฎีแต่ที่ยอมรับกันในปัจจุบัน  คือ ทฤษฎีการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค ( plate tectonic)

แผ่นธรณีภาคและการเคลื่อนที่

ในปีพ.ศ. 2458 นักอุตุนิยมวิทยาชาวเยอรมัน ชื่อดร.อัลเฟรด เวเกเนอร์ (Dr.Alfred Wegener) ได้ตั้งสมมติฐานว่า ผืนแผ่นดินทั้งหมดบนโลกแต่เดิมเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน เรียกว่า พันเจีย (pangea) ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า แผ่นดินทั้งหมด  ในเวลาต่อมาพันเจียเริ่มแยกออกเป็นทวีปใหญ่ 2 ทวีป  คือ ลอเรเซียทางตอนเหนือ และ กอนด์วานาทางตอนใต้ โดยทวีปทางตอนใต้จะแตกและเคลื่อนแยกจากกันเป็นอินเดีย อเมริกาใต้ และอัฟริกา  ในขณะที่ออสเตรเลียยังเป็นส่วนหนึ่งของกอนด์วานา   ต่อมามหาสมุทรแอตแลนติกแยกตัวกว้างขึ้นทำให้อัฟริกาเคลื่อนที่ห่างออกไปจากอเมริกาใต้ แต่ออสเตรเลียยังคงเชื่อมอยู่กับแอนตาร์ติก  และอเมริกาเหนือกับยุโรปยังคงติดกัน ต่อมามหาสมุทรแอตแลนติกขยายกว้างอีก อเมริกาเหนือและยุโรปจึงแยกจากกัน อเมริกาเหนือโค้งเว้าต่อกับอเมริกาใต้ ออสเตรเลียก็แยกออกจากแอนตาร์กติก และอินเดียได้เคลื่อนไปชนกับเอเซีย

หลักฐานและข้อมูลทางธรณีภาค

จากข้อมูลในปัจจุบัน จะเห็นว่าส่วนของเปลือกโลกที่เป็นพื้นดินจะแบ่งเป็นทวีปต่าง ๆเช่น  ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป  ทวีปอัฟริกา เป็นต้น โดยมีทะเลและมหาสมุทรคั่นอยู่ระหว่างทวีปเหล่านี้

หลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีของเวเกเนอร์คือ

1. รอยต่อของแผ่นธรณีภาค  ตามทฤษฎีเพลทเทคโทนิค (plate tectonic)

นักธรณีวิทยา  แบ่งเปลือกโลกออกเป็นแผ่น ๆ  เรียกว่าแผ่นเปลือกโลก(Plate)   หรือแผ่นธรณีภาค(Lithosphere Plate) 

แผ่นธรณีภาคขนาดใหญ่มีทั้งหมด 6 แผ่น

     1. แผ่นธรณีภาคยูเรเซีย(Eurasian Plate) รองรับทวีปยุโรป ทวีปเอเชียและพื้นน้ำบริเวณใกล้เคียง

     2. แผ่นธรณีภาคอเมริกา(American Plate) รองรับทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปอเมริกาใต้และพื้นน้ำครึ่งซีกตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก

     3. แผ่นธรณีภาคแปซิฟิก(Pacific Plate) รองรับมหาสมุทรแปซิฟิก

     4. แผ่นธรณีภาคอินเดีย – ออสเตรเลีย (India-Australian Plate) รองรับทวีปออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย และพื้นน้ำระหว่างประเทศออสเตรเลียกับประเทศอินเดีย

     5. แผ่นธรณีภาคแอนตาร์กติก(Antartic Plate) รองรับทวีปแอนตาร์กติกและพื้นน้ำโดยรอบ

     6. แผ่นธรณีภาคอัฟริกา(African Plate)     รองรับทวีปอัฟริกาและพื้นน้ำโดยรอบ

นอกจากนี้ยังมีแผ่นธรณีภาคขนาดเล็กที่แทรกอยู่ระหว่างแผ่นธรณีภาคขนาดใหญ่  อีกหลายแผ่น  เช่น แผ่นฟิลิปปินส์  แผ่นนาสกา  แผ่นคาริบเบียน   เมื่อนำภาพแต่ละทวีปในปัจจุบันมาต่อกัน จะมีส่วนที่สามารถต่อกันได้พอดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทวีปอัฟริกากับทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้  จะต่อกันได้อย่างพอดี ซึ่งเป็นเหตุผลที่สามารถตั้งสมมติฐานได้ว่าทวีปทั้งสองอาจเป็นแผ่นดินผืนเดียวกันมาก่อน  แล้วต่อมาก็แยกออกจากกัน มีมหาสมุทรแอตแลนติกอยู่ระหว่างทวีปทั้งสอง

2.รอยแยกของแผ่นธรณีภาคและอายุหินบนเทือกเขากลางมหาสมุทร

ลักษณะโดดเด่นของพื้นมหาสมุทรแอตแลนติก  ได้แก่ เทือกเขากลางมหาสมุทรซึ่งเป็นเหมือนเทือกเขายาวที่โค้งอ้อมไปตามรูปร่างของขอบทวีป ด้านหนึ่งเกือบขนานกับชายฝั่งสหรัฐอเมริกา และอีกด้านหนึ่งขนานกับชายฝั่งของทวีปยุโรปและอัฟริกา นอกจากนั้นเทือกเขากลางมหาสมุทร

ยังมีรอยแยกตัวออกเป็นร่องลึกไปตลอดความยาวของเทือกเขาและมีรอยแตกตัดขวางบนสันเขานี้มากมายได้มีการพบหินบะซอลต์ที่บริเวณร่องลึก หรือรอยแยกบริเวณเทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และยังพบว่าหินบะซอลต์ที่อยู่ไกลจากรอยแยกมีอายุมากกว่าหินบะซอลต์ที่อยู่ใกล้รอยแยก   จากหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวทำให้อธิบายได้ว่า เมื่อเกิดรอยแยก แผ่นดินจะเกิดการเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างช้า ๆ ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันเนื้อของหินบะซอลต์จากส่วนล่างจะถูกดันแทรกเสริมขึ้นมาตรงรอยแยกเป็นเปลือกโลกใหม่ ทำให้ตรงกลางรอยแยกเกิดหินบะซอลต์ใหม่เรื่อย ๆ ดังนั้นโครงสร้างและอายุหินรองรับแผ่นธรณีภาคจึงมีอายุอ่อนสุด บริเวณเทือกเขากลางมหาสมุทรมีอายุมากและอายุมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ขอบทวีป

นักธรณีวิทยาแบ่งแผ่นธรณีภาคของโลกออกเป็น 2 ประเภท คือ แผ่นทวีปและแผ่นมหาสมุทร ซึ่งทั้ง 2 ประเภทรวมกันมีจำนวน 13 แผ่น ดังนี้

แผ่นยูเรเซีย แผ่นอัฟริกา  แผ่นอินเดีย-ออสเตรเลีย  แผ่นฟิลิปปินส์ แผ่นฟิจิ แผ่นแปซิฟิก  แผ่นอเมริกาเหนือ   แผ่นคาริบเบียน  แผ่นคอคอส  แผ่นนาสกา  แผ่นอเมริกาใต้    แผ่นแอนตาร์กติก       และแผ่นอาระเบีย

นักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยาได้แบ่งลักษณะการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาคได้ดังนี้

1. ขอบแผ่นธรณีภาคแยกออกจากกันเกิดจากการดันตัวของแมกมาในชั้นธรณีภาค ทำให้เกิดรอยแตกในชั้นหินแข็ง จนแมกมาสามารถถ่ายโอนความร้อนสู่ชั้นเปลือกโลกได้ อุณหภูมิและความดันของแมกมาจึงลดลงเป็นผลให้เปลือกโลกตอนบนทรุดตัวกลายเป็นหุบเขาทรุด ในเวลาต่อมาเมื่อมีน้ำไหลมาสะสมบริเวณรอยแตกเกิดเป็นทะเลและรอยแตกเกิดเป็นร่องลึก เมื่อแมกมาเคลื่อนตัวแทรกขึ้นมาตามรอยแตกจะทำให้แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรเคลื่อนตัวแยกออกไป ทั้งสองข้าง พื้นทะเลจะขยายกว้างออกไป เรียกกระบวนการนี้ว่า การขยายตัวของพื้นทะเล (sea floor spreading)และปรากฏเป็นเทือกเขากลางมหาสมุทร

ตัวอย่างแผ่นธรณีภาคแยกออกจากกัน

1. บริเวณทะเลแดง  

2. รอยแยกอัฟริกาตะวันออก

2. ขอบแผ่นธรณีภาคเคลื่อนที่เข้าหากันแนวที่แผ่นธรณีภาคชนกันหรือมุดซ้อนกันจะเป็นไปได้ 3 แบบคือ

               2.1 แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรชนกับแผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรจะมีแผ่นธรณีภาคแผ่นหนึ่งมุดลงใต้อีกแผ่นหนึ่ง ปลายของแผ่นที่มุดลงจะหลอมตัวกลายเป็นแมกมาและปะทุขึ้นมาบนแผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรเกิดเป็นแนวภูเขาไฟกลางมหาสมุทร ตัวอย่างแผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรชนกับแผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทร  หมู่เกาะมาริอานาส์ อาลูเทียน    ญี่ปุ่น  ฟิลปปินส์ จะมีลักษณะเป็นร่องใต้ทะเลลึก

2.2 แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรชนกับแผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีปแผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรซึ่งหนักกว่า จะมุดลงใต้แผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีป ทำให้เกิดรอยคดโค้งเป็นเทือกเขาบนแผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีป    ตัวอย่างแผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทร ชนกับแผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีป อเมริกาใต้แถบตะวันตก  แนวชายฝั่งโอเรกอน  จะมีลักษณะเป็นร่องใต้ทะเลลึก

2.3 แผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีปชนกับแผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีปอีกแผ่นหนึ่ง

แผ่นธรณีภาคทั้งสองมีความหนามาก เมื่อชนกันจึงทำให้ส่วนหนึ่งมุดลงอีกส่วนหนึ่งเกยกันอยู่เกิดเป็นเทือกเขาสูงแนวยาวอยู่ในแผ่นธรณีภาคภาคพื้นทวีป ตัวอย่าง แผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีปชนกับแผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีปอีกแผ่นหนึ่ง

1. เทือกเขาหิมาลัย  ในทวีปเอเชีย

2. เทือกเขาแอลป์  ในทวีปยุโรป

3. ขอบแผ่นธรณีภาคเคลื่อนผ่านกันเนื่องจากอัตราการเคลื่อนตัวของแมกมาในชั้นเนื้อโลกไม่เท่ากันทำให้แผ่นธรณีภาคในแต่ละส่วนมีอัตราการเคลื่อนที่ไม่เท่ากันด้วย ทำให้เปลือกโลกใต้มหาสมุทรและบางส่วนของเทือกเขาใต้มหาสมุทรไถลเลื่อนผ่านและเฉือนกัน เกิดเป็นรอยเลื่อนเฉือนระนาบด้านข้างขนาดใหญ่ขึ้น สันเขากลางมหาสมุทรถูกรอยเลื่อนขึ้น  ตัดเฉือนเป็นแนวเหลื่อมกันอยู่ มีลักษณะเป็นแนวรอยแตกยาว  มีทิศทางตั้งฉากกับเทือกเขากลางมหาสมุทร  หรือร่องใต้ทะเลลึก  มักเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในระดับตื้น ๆระหว่างขอบของแผ่นธรณีภาคที่ซ้อนเกยกันในบริเวณภาคพื้นทวีปหรือมหาสมุทร  ตัวอย่างขอบแผ่นธรณีภาคเคลื่อนที่ผ่านกัน

1. รอยเลื่อนซานแอนเดรียส  ประเทศสหรัฐอเมริกา

2. รอยเลื่อนอัลไพน์   ประเทศนิวซีแลนด์

 การค้นพบซากดึกดำบรรพ์

นักธรณีวิทยาได้สำรวจซากดึกดำบรรพ์ของพืชและสัตว์ในทวีปต่าง ๆ แล้วนำมาเทียบเคียงดูว่าเป็นพืชหรือสัตว์ของซีกโลกเหนือหรือซีกโลกใต้ อยู่ในภูมิอากาศร้อนหรือเย็น  ตลอดจนความเหมือนกันของชั้นหินที่พบซากเหล่านั้น เพราะถ้าเป็นหินที่เคยเกิดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน  เมื่อแผ่นธรณีภาคแยกจากกันไป ลักษณะของซากดึกดำบรรพ์และโครงสร้างของหินก็ต้องเหมือนกัน

จากการสำรวจพบซากดึกดำบรรพ์ของต้นเฟิร์นชนิดหนึ่ง ชื่อ กลอสซอฟเทอริส(Glossopteris)ที่ทวีปอินเดีย อเมริกาใต้ อัฟริกา ออสเตรเลีย และทวีปแอนตาร์กติก เมื่อไปดูแผนที่โลกก็จะพบว่าแต่ละทวีปอยู่ไกลกันมากและมีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกัน แต่ในอดีตยังมีพืชชนิดเดียวกัน  จากการสำรวจยังพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์เลื้อยคลานชื่อมีโซเซอรัส(Mesosuarus) ซึ่งโดยปกติจะดำรงชีวิตอยู่ตามลุ่มแม่น้ำจืดแต่กลับมาพบอยู่ในส่วนล่างของทวีปอัฟริกาและอเมริกาใต้ ซึ่งทวีปทั้งสองอยู่ห่างไกลกันและอยู่ติดทะเล และยังพบซากดึกดำบรรพ์ของลิงบางพันธุ์ทั้งในทวีปอเมริกาและอัฟริกาแถบฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ที่เป็นเช่นนี้เพราะแต่เดิมทวีปทั้งสองนี้เชื่อมต่อเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน

หลักฐานอื่น ๆ

หลักฐานอื่นที่ยืนยันว่าเดิมแผ่นเปลือกโลกติดกันเป็นแผ่นเดียว  คือ

1.การเปลี่ยนแปลงของอากาศ ที่ทำให้เกิดการสะสมตัวของตะกอนในบริเวณต่าง ๆ ของ

โลกเช่น หินที่เกิดจากตะกอนธารน้ำแข็ง ซึ่งควรจะเกิดขึ้นบริเวณขั้วโลก แต่ปัจจุบันพบหินลักษณะนี้ในบริเวณชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของอัฟริกาและอินเดีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเดิมแผ่นเปลือกโลก

ติดกัน

2. สนามแม่เหล็กโลกโบราณ ในอดีตเหล็กที่เกิดปนอยู่กับแร่อื่น ๆ จะมีการเรียงตัวในรูปแบบที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กในขณะนั้น ต่อมาเมื่อเหล็กนั้นแข็งตัวกลายเป็น

หิน เหล็กนั้นจะมีสมบัติคล้ายเข็มทิศ เมื่อนำตัวอย่างหินซึ่งทราบตำแหน่ง(พิกัด) ที่เก็บ มาวัดหาค่ามุมเอียงเทของชั้นหิน  วัดค่าความเข้มของสนามแม่เหล็กในห้องปฏิบัติการ รวมทั้งคำนวณ

หาค่าต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง จะได้ข้อมูลเบื้องต้นของภาวะแม่เหล็ก

ในอดีตกาล เช่นทิศทาง และความเข็มของสนามแม่เหล็กเมื่อนำข้อมูลมาเขียนกราฟ จะสามารถหาค่าภาวะแม่เหล็กโบราณ ค่าละติจูดโบราณ ตำแหน่งและ

ขั้วแม่เหล็กโบราณได้ ค่าต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกแปลความหมายและคำนวณหาตำแหน่งดั้งเดิมของพื้นที่ในอดีต เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึงการเคลื่อนที่ของแผ่นทวีปต่าง ๆ

จากข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้ามาจะเห็นว่า ทวีปทั้งหลายที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้ไม่ได้มีสภาพอยู่นิ่งกับที่ แต่สามารถเคลื่อนที่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีผลทำให้พื้นผิวโลกชั้นธรณีภาคแบ่งออกเป็นแผ่นธรณีภาคขนาดต่าง ๆ กัน ทุกแผ่นกำลังเคลื่อนที่ แต่อัตราการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาคนั้นวัดค่าได้ยาก เพราะการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาคนั้นช้ามาก

1. ทฤษฎีที่ใช้อธิบายถึงกำเนิดของแผ่นดิน มหาสมุทรและสิ่งมีชีวิตที่ตายทับถมอยู่ในหินบนเปลือกโลก คือ

   1. ทฤษฎีการเลื่อนไหลของทวีป

   2. ทฤษฎีการขยายตัวของพื้นทวีป

   3. ทฤษฎีการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค

   4. ผิดหมดทุกข้อ

2. ข้อใดคือประโยชน์ของการศึกษากระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก

   1. ทำให้รู้ส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในโลก

   2. เตรียมหาวิธีป้องกันการเกิดแผ่นดินไหว

   3. เตรียมหาวิธีป้องกันการเกิดภูเขาไฟระเบิด

   4. เตรียมที่จะป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ

3. หลักฐานที่นักธรณีวิทยาและนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกของเรามีกระบวนการเปลี่ยนแปลง

ตลอดเวลา  คือ

   1. การปรากฏรอยแตกแผ่นเปลือกโลก

   2. การเกิดแผ่นดินไหว

   3. การเกิดภูเขาและภูเขาไฟ

   4. ถูกหมดทุกข้อ

4. สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ข้อใด

   1. มนุษย์

   2. ธรรมชาติ

   3. สัตว์และพืช

   4. สิ่งแวดล้อม

5. ผู้ที่ตั้งสมมติฐานผืนแผ่นดินทั้งหมดบนโลกแต่เดิมเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน  คือผู้ใด

   1. จอห์น ดัลตัน

   2. อัลเฟรด เวเกเนอร์

   3. คานส์ และลาพลาส

   4. เจมส์ ยีนส์

6. สาเหตุที่ทำให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่คือข้อใด

   1. การปะทุของหินแข็งในชั้นเปลือกโลก

   2. การไหลวนของหินหนืดในชั้นเนื้อโลก

   3. การเคลื่อนที่ของแร่ธาตุในแก่นโลกชั้นใน

   4. การแทรกตัวขึ้นมาของแร่ธาตุจากแก่นโลกชั้นนอก

7. อัลเฟรด เวเกเนอร์ ได้ตั้งชื่อแผ่นดินทั้งหมดบนโลก  ผืนแผ่นดินเดียวว่าอะไร

   1. พันเจีย

   2. ทวีป

   3. วงแหวนแห่งไฟ

   4. แผ่นดินมีพลัง

8. ผืนแผ่นดินแผ่นเดียวบนโลกต่อมาแยกเป็นทวีปใหญ่ ๆ 2 ทวีป คือข้อใด

   1. ยุโรปและอเมริกา

   2. เอเชียและยุโรป

   3. ลอเรเซียและกอนด์วานา

   4. ออสเตรเลียและอัฟริกา

9. แผ่นดินของทวีปอเมริกากับทวีปยุโรปและทวีปอัฟริกาแยกห่างกันมากขึ้นตลอดเวลา

เพราะเหตุใด

   1. แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่เนื่องจากการไหลของแมกมาในชั้นเนื้อโลก

   2. หินหนืดในชั้นเนื้อโลกดันแทรกขึ้นมาตามรอย แตกระหว่างเปลือกโลก

   3. เกิดการระเบิดของภูเขาไฟและแผ่นดินไหวในบริเวณนี้บ่อยครั้ง

   4. ข้อ 1 และ 2 ถูก

10. หลักฐานในข้อใดสนับสนุนแนวคิดของอัลเฟรด เวเกเนอร์

   ก. สภาพทางภูมิศาสตร์ของทวีปต่าง ๆ ที่เคลื่อนต่อกันได้

   ข. การพบซากดึกดำบรรพ์ตามชายฝั่งที่สอดคล้องกัน

   ค. โครงสร้างของหินที่มีลักษณะเหมือนกัน

   ง. การเปลี่ยนแปลงของอากาศที่ทำให้เกิดการสะสมตัวของ

      ตะกอนในบริเวณต่าง ๆ บนโลก

   1. ข้อ ก, ข                2. ข้อ ก, ข, ค

   3. ข้อ ก, ข, ง             4. ข้อ ก, ข, ค และ ง

11. ผิวโลกในบริเวณต่าง ๆ มีลักษณะเป็นอย่างไร

   1. ที่ราบมีลักษณะที่เหมือนกัน

   2. ส่วนที่เป็นภูเขามีลักษณะที่เหมือนกัน

   3. มีความแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศ

   4. ส่วนที่เป็นพื้นน้ำจะมีอุณหภูมิปกติที่เหมือนกัน

12. ปัจจุบันแผ่นเปลือกโลกที่รองรับทวีปอเมริกา ทวีปยุโรปและทวีปอัฟริกามีการเคลื่อนที่อย่างไร

   1. เคลื่อนที่เข้าหากัน

   2. เคลื่อนที่แยกออกจากกัน

   3. เคลื่อนที่ในทิศทางที่แตกต่างกัน

   4. ยังไม่มีการเคลื่อนที่แต่อย่างใด

13. เมื่อนำแผ่นภาพทวีปมาต่อกัน ทวีปใดที่สามารถต่อกันได้พอดี

   1. อเมริกากับยุโรป

   2. เอเชียกับออสเตรเลีย

   3. อเมริการใต้กับอัฟริกา

   4. อัฟริกากับออสเตรเลีย

14. แนวหินใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาบริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก เกิดขึ้นใต้มหาสมุทรใด

   1. แอตแลนติก

   2. อาร์กติก

   3. แปซิฟิก

   4. อินเดีย

15. แผ่นธรณีภาคที่เป็นแผ่นทวีปและแผ่นมหาสมุทรมีกี่แผ่น

   1. 5  แผ่น

   2. 6  แผ่น

   3. 9  แผ่น

   4. 13 แผ่น

16. นักธรณีวิทยาแบ่งเปลือกโลกออกเป็นแผ่น ๆ ทั้งที่มีขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แผ่นเปลือกโลก

ขนาดใหญ่มีกี่แผ่น

   1. 5 แผ่น

   2. 6 แผ่น

   3. 8 แผ่น

   4. 9 แผ่น

17. แผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่รองรับส่วนใด

   1. ทวีป

   2. มหาสมุทร

   3. ทวีปและมหาสมุทร

   4. เกาะในมหาสมุทร

18. จากการพบหินบะซอลต์ที่รอยแยกบริเวณเทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก อายุของหินที่

อยู่บริเวณดังกล่าวเป็นอย่างไร

   1. หินบะซอลต์ที่อยู่ไกลจากรอยแยกมีอายุมากกว่าหินบะซอลต์ที่อยู่ใกล้รอยแยก

   2. หินบะซอลต์ที่อยู่ไกลจากรอยแยกมีอายุน้อยกว่าหินบะซอลต์ที่อยู่ใกล้รอยแยก

    3. หินบะซอลต์ที่อยู่ไกลจากรอยแยกมีอายุน้อยกว่าหินบะซอลต์ที่อยู่ในรอยแยก

    4. ข้อ 2 และ 3 ถูก

19. แผ่นธรณีภาคใดที่รองรับทวีปเอเชีย ทวีปยุโรปและพื้นน้ำบริเวณใกล้เคียง

   1. แผ่นยูเรเซีย

   2. แผ่นแปซิฟิก

   3. แผ่นออสเตรเลีย

   4. แผ่นอัฟริกา

20. แผ่นธรณีภาคใดที่รองรับพื้นน้ำเพียงอย่างเดียว

   1. แผ่นยูเรเซีย, แผ่นแปซิฟิก

   2. แผ่นออสเตรเลีย, แผ่นอัฟริกา

   3. แผ่นอเมริกา, แผ่นแอนตาร์กติก

   4. แผ่นแปซิฟิก

21. ประเทศไทยถูกรองรับด้วยแผ่นธรณีภาคใด

   1. แผ่นยูเรเซีย

   2. แผ่นแปซิฟิก

   3. แผ่นออสเตรเลีย

   4. แผ่นอัฟริกา

22. แผ่นธรณีภาคแผ่นใดที่รองรับทั้งพื้นดินและพื้นน้ำ

   1. แผ่นยูเรเซีย, แผ่นแปซิฟิก

   2. แผ่นออสเตรเลีย, แผ่นอัฟริกา

   3. แผ่นอเมริกา, แผ่นแอนตาร์กติก

   4. แผ่นยูเรเซีย, แผ่นออสเตรเลีย, แผ่นอัฟริกา,

      แผ่นอเมริกาและ แผ่นแอนตาร์กติก

23. การชนกันของแผ่นธรณีภาคในข้อใดเป็นผลให้เกิดเทือกเขาหิมาลัย

   1. แผ่นยูเรเซีย, แผ่นแปซิฟิก

   2. แผ่นยูเรเซีย, แผ่นออสเตรเลีย

    3. แผ่นแปซิฟิก, แผ่นออกเตรเลีย

    4. แผ่นอัฟริกา, แผ่นอเมริกา

24. การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาค มีลักษณะเป็นอย่างไร

   ก. บางส่วนแยกห่างออกจากกัน

   ข. บางส่วนเข้าใกล้กันหรือกระทบกัน

   ค. บางส่วนมุดลงใต้อีกแผ่นหนึ่ง

   ง. บางส่วนถูกดันให้โค้งงอขึ้น

   จ. บางส่วนหลอมตัวเป็นแมกมาในชั้นเนื้อโลก

    ข้อใดถูกต้อง

   1. ข้อ ก, ข และ ค                                           2. ข้อ ก, ค, ง และจ

   3. ข้อ ก, ข, ค และ ง            4. ข้อ ก, ข, ค, ง และ จ

25. การที่แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรเคลื่อนตัวแยกออกไปทั้งสองข้าง เนื่องจากแมกมาแทรกตัวขึ้นมาตามรอยแตก พื้นทะเลจะขยายออกไปทั้งสองด้าน  เรียกกระบวนการเกิดนี้ว่าอะไร

   1. การขยายตัวของพื้นทะเล

   2. การขยายตัวของมหาสมุทร

   3. การขยายตัวของพื้นทวีป

   4. การขยายตัวของแผ่นธรณีภาค

26. เทือกเขากลางมหาสมุทรเกิดขึ้นได้อย่างไร

   1. ขอบแผ่นธรณีภาคเคลื่อนเข้าหากัน

   2. ขอบแผ่นธรณีภาคเคลื่อนที่ผ่านกัน

   3. ขอบแผ่นธรณีภาคแยกออกจากกัน

   4. ถูกหมดทุกข้อ

27. การที่แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรชนกับแผ่น

    ธรณีภาคใต้มหาสมุทรอีกแผ่นหนึ่ง จะทำให้เกิด

    สิ่งใด

   1. ภูเขาไฟกลางมหาสมุทร

   2. รอยคดโค้งเป็นเทือกเขา

   3. เกิดเป็นเทือกเขาสูงแนวยาว

   4. เกิดสันเขากลางมหาสมุทร

28. การที่แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรชนกับแผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีป จะทำให้เกิดสิ่งใดขึ้น

   1. ภูเขาไฟกลางมหาสมุทร

   2. รอยคดโค้งเป็นเทือกเขา

   3. เกิดเป็นเทือกเขาสูงแนวยาว

   4. เกิดสันเขากลางมหาสมุทร

29. การที่แผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีปชนกับแผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีปอีกแผ่นหนึ่ง จะทำให้เกิด

    สิ่งใดขึ้น

   1. ภูเขาไฟกลางมหาสมุทร

   2. รอยคดโค้งเป็นเทือกเขา

   3. เกิดเป็นเทือกเขาสูงแนวยาว

   4. เกิดสันเขากลางมหาสมุทร

30. เทือกเขาแอลป์ในทวีปยุโรป เกิดขึ้นจากแผ่นธรณีภาคใดชนกัน

   1. แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรกับแผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทร

   2. แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรกับแผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีป

   3. แผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีป กับแผ่นธรณีภาค ภาคพื้นทวีป

   4. ข้อ 2  และ 3 ถูก

31. สิ่งใดที่ทำให้แผ่นธรณีภาคในแต่ละส่วนมีอัตราการเคลื่อนที่ไม่เท่ากัน

   1. การเคลื่อนที่ของแมกมาในชั้นเนื้อโลก ไม่เท่ากัน

   2. ความร้อนของแมกมาในชั้นเนื้อโลก

   3. การเคลื่อนที่ของหินหลอมละลายใน ชั้นแก่นโลก

   4. ถูกหมดทุกข้อ

32. นักธรณีวิทยาพบซากดึกดำบรรพ์ของเฟิร์นชื่อกลอสซอฟเทอริส ที่ทวีปใดบ้าง

   1. อินเดียและอเมริกาใต้

   2. อัฟริกาและออสเตรเลีย

   3. แอนตาร์กติก

   4. ถูกหมดทุกข้อ

33. จากหลักฐานการค้นพบพืชและสัตว์เลื้อยคลาน กระจายอยู่ในทวีปต่าง ๆ ที่ห่างไกลกัน นักเรียน

    คิดว่าปรากฏการณ์นี้อธิบายถึงเรื่องอะไร

   1. เดิมทวีปต่าง ๆ นั้นเป็นแผ่นดินผืนเดียวกันมาก่อน

   2. แผ่นธรณีภาคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

   3. การเคลื่อนที่ของแผ่นทวีปต่าง ๆ

   4. ถูกหมดทุกข้อ

34. นอกจากหลักฐานรอยต่อแผ่นธรณีภาค รอยแยกของแผ่นธรณีภาคและการค้นพบซากดึกดำบรรพ์   แล้ว ยังมีหลักฐานใดอีกที่ยืนยันสมมติฐานของเวเกเนอร์

   1. สนามแม่เหล็กโบราณ

   2. การค้นพบภูเขาไฟที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ

   3. การเปลี่ยนแปลงของอากาศที่ทำให้เกิดการ

      สะสมตัวของตะกอนในบริเวณต่าง ๆ

   4. ข้อ 1 และ 3 ถูก

35. นักธรณีวิทยาพบหินที่เกิดจากตะกอนธารน้ำแข็งที่บริเวณใดบ้าง

   1. ชายทะเลทางตอนใต้ของอัฟริกา

   2. ชายทะเลทางตอนใต้ของอินเดีย

   3. ชายทะเลทางตอนเหนือของออสเตรเลีย

   4. ข้อ 1  และ 2 ถูก

36. สนามแม่เหล็กโลกโบราณใช้เป็นหลักฐานเพื่อ พิสูจน์ทฤษฎีอะไร

   1. การแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค

   2. การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาค

   3. แม่เหล็กโลกในปัจจุบัน

   4. ข้อ 1 และ 2 ถูก

37. ข้อมูลเบื้องต้นของภาวะสนามแม่เหล็กในอดีตที่ นักธรณีวิทยาใช้ เพื่อหาตำแหน่งดั้งเดิมของพื้นที่ในอดีตได้แก่อะไร

   1. ขั้วของสนามแม่เหล็กโลกในสมัยนั้น

   2. ทิศทางและความเข้มของสนามแม่เหล็กในสมัยนั้น

   3. ความแข็งแรงและสีผิวของแม่เหล็กในสมัยนั้น

   4. ถูกหมดทุกข้อ

38. การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาคอย่างช้า ๆ ทำให้ เกิดอะไร

   1. แผ่นดินไหว

   2. การแทรกตัวของแมกมา

   3. คลื่นน้ำใต้มหาสมุทร

   4. การเคลื่อนตัวของทวีป 39. การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกลักษณะใดที่ต้องใช้เวลานานที่สุด

   1. การเกิดภูเขาไฟ

   2. การเกิดแผ่นดินไหว

   3. การกร่อนโดยกระแสน้ำ

   4. การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาค

40. การที่แผ่นธรณีภาคในแต่ละส่วนมีอัตรา การเคลื่อนที่ไม่เท่ากัน นักเรียนคิดว่าเกิดจากสาเหตุใด

   1. อัตราการเคลื่อนตัวของแมกมาในชั้นเนื้อโลก ไม่เท่ากัน

   2. ความร้อนจากชั้นเนื้อโลกถ่ายเทอุณหภูมิไม่เท่ากัน

   3. ความหนาแน่นของชั้นธรณีภาคและเนื้อโลกไม่เท่ากัน

   4. พื้นที่ของแผ่นธรณีภาคไม่เท่ากัน

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น